วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

ความหมายของการอ่าน

 ความหมายของการอ่าน
            การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง   ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนำเสนอความรู้  ข้อมูล  ข่าวสารและงานสร้างสรรค์  ตีพิมพ์ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก   นอกจากนี้แล้วข่าวสารสำคัญ ๆ  หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อ
ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆ
            ความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน  จะเห็นได้ว่า  องค์การระดับนานาชาติ  เช่น  องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)  จะใช้ความสามารถในการรู้หนังสือของประชากรประเทศต่าง ๆ เป็นดัชนีวัดระดับการพัฒนาของประเทศนั้น ๆ 
            มีผู้ให้คำจำกัดความหรือความหมายของการอ่านไว้ต่าง ๆ กัน ดังนี้
            มอร์ติเมอร์  เจ  แอดเล่อร์  (Mortimer  J.  Adler)   กล่าวว่า   การอ่าน  หมายถึง  กระบวนการตีความหมายหรือสร้างความเข้าใจจากตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่น ๆ
            รูธ  ทูซ  (Ruth  Tooze)  ได้กำหนดความหมายของการอ่านไว้โดยสรุปว่า    การอ่าน
หมายถึง สิ่งต่อไปนี้
                  1) การเข้าสู่แหล่งสำหรับการมีชีวิตอยู่และการเรียนรู้ที่สมบูรณ์
                  2) การก่อให้เกิดความจรรโลงใจและจิตใจที่ดี
                  3) การอ่านเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในด้านศิลปะเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ ซึ่งมี 4 ประการ คือ  การฟัง  การพูด  การอ่าน  และการเขียน
                  4) การอ่านเป็นการช่วยส่งเสริมตัวเอง เป็นการปรับปรุงตัวเอง  ช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
                  5) การอ่านเป็นการส่งเสริมอารมณ์ของแต่ละคนให้สัมพันธ์กับผู้อื่นในโลก เป็นการปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับผู้อื่นได้
            เบอร์นาร์ด  ไอ  ชมิดท์  ( Bernard  I. Schmidt )  ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า  การอ่าน
เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยาก ยังมีความหมายที่แน่นอน  อาจเรียกได้ว่า เป็นทุกสิ่งทุกอย่างจากคำที่จำได้ไปสู่ความนึกคิดต่าง ๆ   การอ่านของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างไปตามสภาพของร่างกายสติปัญญาและอารมณ์  ในการอ่านข้อความเหมือนกัน  บุคคลสองคนจะมีความคิดต่างกัน
อัลเฟรด  สเตฟเฟอรุด ( Aifred  Stefferud )  ได้ให้ความจำกัดความของการอ่านไว้ว่า
การอ่าน เป็นการกระทำทางจิตใจที่ผู้อ่านยอมรับความหมาย จากความคิดเห็นของบุคคลอื่น
พอล  ดี  ลีดดี ( Paul  D. Leedy )  ให้นิยามการอ่านไว้ว่า  การอ่าน คือการรวบรวมความ
คิดและตีความตลอดจนประเมินค่าความคิดเหล่านั้นที่ปรากฏอยู่ตามสิ่งพิมพ์แต่ละหน้า
            เอดการ์   เดล ( Edgar dale )  ให้ความหมายไว้ว่า  การอ่าน   หมายถึง  กระบวนการ
ค้นหาความหมายจากสิ่งพิมพ์  เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน  การอ่านไม่ได้หมายความเฉพาะการมองผ่านแต่ละประโยคหรือแต่ละย่อหน้าเท่านั้น  แต่ผู้อ่านต้องเข้าใจความคิดนั้น ๆ ด้วย
จอร์จ ดี  สปาช และ พอล ชี เบอร์ก  (George D. Spache and Paul C. Berg ) 
กล่าวว่า  การอ่าน  เป็นการผสมผสานระหว่างทักษะหลายชนิด  เพื่อสร้างความเข้าใจ โดยเป็นไปตามจุดประสงค์  ตามต้องการ  และวิธีการของผู้อ่าน
          จากคำจำกัดความดังกล่าวมาแล้ว  อาจสรุปและเพิ่มเติมได้ดังนี้
      1) การอ่านเป็นกระบวนการค้นหาความหมายในสิ่งที่อ่าน
      2) การอ่านเป็นกระบวนการจับใจความจากสิ่งที่อ่าน
      3) การอ่านเป็นกระบวนการที่จะเข้าใจภาษาเขียน
      4) การอ่านเป็นกระบวนการถอดความจากภาษาเขียนมาเป็นภาษาในความคิด
      5) การอ่านเป็นทักษะที่รวมทักษะต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  ได้แก่ ทักษะในการคิด  และ
ทักษะทางไวยากรณ์ คือ ด้าน  เสียง ศัพท์  โครงสร้าง และความหมาย
                  6) การอ่านเป็นกระบวนการค้นหาความหมายในสิ่งพิมพ์หรือข้อเขียน จับใจความ
ตีความ  เพื่อพัฒนาตนเองทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม

2. ความสำคัญของการอ่าน
            ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีตัวหนังสือใช้  มนุษย์ได้ใช้วิธีเขียนบันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ เป็นรูปภาพไว้ตามฝาผนังในถ้ำ  เพื่อเป็นทางออกของอารมณ์  เพื่อเตือนความจำหรือเพื่อบอกเล่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย แสดงถึงความพยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเป็นสัญลักษณ์ที่คงทนต่อกาลเวลา
            จากภาพเขียนตามผนังถ้ำ  ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาเขียนและหนังสือ ปัจจุบันนี้หนังสือกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อมนุษย์จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยอันหนึ่งในการดำรงชีวิตคนที่ไม่รู้หนังสือแม้จะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีความเจริญ ไม่สามารถประสบความสำเร็จใด ๆ ในสังคมได้  หนังสือและการอ่านหนังสือจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
           
3.จุดประสงค์ของการอ่าน
            ในการอ่านบุคคลแต่ละคนจะมีจุดประสงค์ของตนเอง คนที่อ่านข้อความเดียวกันอาจมี
จุดประสงค์หรือความคิดต่างกัน   โดยทั่วไปจุดประสงค์ของการอ่านมี   3   ประการ  คือ

                  1) การอ่านเพื่อความรู้
                        ได้แก่  การอ่านหนังสือประเภทตำรา   สารคดี   วารสาร   หนังสือพิมพ์  และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง  การอ่านเพื่อความรอบรู้เป็นการอ่านที่จำเป็นที่สุดสำหรับครู เพราะความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอยู่ทุกขณะ แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทันต่อความก้าวหน้าของโลกข้อความรู้ต่าง ๆ อาจมิได้ปรากฏชัดเจนในตำรา  แต่แทรกอยู่ในหนังสือประเภทต่าง ๆ แม้ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีก็จะให้เกร็ดความรู้ควบคู่กับความบันเทิงเสมอ

               2) การอ่านเพื่อความคิด
                        แนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป  มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท  มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา หรือจริยธรรมโดยตรงเท่านั้น   การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเอง และอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต ผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกนำความคิดที่ได้อ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในบางเรื่องผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนที่มีความคิดผิดพลาด เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ความยั้งคิด   เช่น  เรื่องพระลอ แสดงความรักอันฝืนทำนองคลองธรรมจึงต้องประสบเคราะห์กรรมในที่สุด ผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณมีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้คนทำความผิด
นับว่าขาดประโยชน์ทางความคิดที่ควรได้ไปอย่างน่าเสียดาย    การอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัย
การศึกษาและการชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์ในการอ่านมากกว่า ครูจึงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านเพื่อความคิดของตนเอง และเพื่อชี้แนะหรือสนับสนุนนักเรียนให้พัฒนาการอ่านประเภทนี้
                        3) การอ่านเพื่อความบันเทิง
                        เป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา  เช่น  ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย  คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง  บางคนที่มีนิสัยรักการอ่าน  หากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้  อาจอ่านหนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการพักผ่อน  หนังสือประเภทที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้มีจำนวนมาก เช่น  เรื่องสั้น  นวนิยาย  การ์ตูน วรรณคดีประเทืองอารมณ์   เป็นต้น
            จุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว  อาจรวมอยู่ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน